แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รวมเทคนิคปลูกองุ่น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รวมเทคนิคปลูกองุ่น แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

การพักตัวของต้นองุ่น

การพักตัวของต้นองุ่น

การพักตัวขององุ่น ช่วยเพิ่มผลผลิต

หลังจากที่เกษตรกรผู้ปลูกองุ่น ทำการเก็บเกี่ยวผลองุ่นหมดทั้งแปลงแล้ว จะต้องปล่อยให้ต้นองุ่นพักตัวระยะหนึ่งก่อน ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1-3 เดือน เพื่อให้ต้นองุ่นได้สะสมธาตุอาหารต่างๆ ไว้ในต้น เพื่อกักตุนไว้ใช้สำหรับออกดอกและผลิตผลในครั้งต่อไป และในช่วงที่ต้นองุ่นพักตัวอยู่นั้น ผู้ปลูกไม่จำเป็นต้องทำอะไรมากนัก เพียงให้น้ำเป็นครั้งคราวเพื่อไม่ให้ดินแห้งเกินไปก็พอ การพักตัวของต้นองุ่นนับว่าเป็นช่วงที่สำคัญซึ่งจะมีผลต่อการออกดอกในครั้งต่อไปมาก ถ้าให้ต้นพักตัวน้อยหรือในช่วงเวลาที่สั้นๆ ผลผลิตครั้งต่อไปก็จะน้อยลงตามไปด้วย อีกทั้งต้นองุ่นก็จะโทรมเร็วอีกด้วย ระยะเวลาในการพักตัวก็แตกต่างกันออกไปตามพันธุ์ เช่น องุ่นพันธุ์ไวท์มะละกา ควรให้พักตัว 1 - 2 เดือน ส่วนองุ่นพันธุ์คาร์ดินัลให้พักตัวน้อยกว่านี้ได้ แต่ไม่ควรต่ำกว่า 15 - 20 วัน เป็นต้น และเมื่อต้นองุ่นได้พักตัวเต็มที่จะสังเกตได้จากกิ่งองุ่นช่วงสุดท้าย (คือช่วงที่ตัดผลออกไปแล้ว) เป็นสีน้ำตาลใบแก่จัด ใบกรอบก็สามารถตัดแต่งครั้งต่อไปหรือที่เรียกว่า " มีดสอง " ได้อีก โดยก่อนการตัดแต่งให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับครั้งแรก หรือ " มีดแรก " คืองดให้น้ำอย่างน้อย 7 วัน แล้วจึงตัดแต่งกิ่ง หลังจากนั้นก็รดน้ำ ให้ปุ๋ย เช่นเดียวกับครั้งแรก โดยให้ปุ๋ยเพิ่มมากขึ้น เพราะต้นองุ่นจะเจริญเติบโตขึ้นทุกปี ในการตัดแต่งครั้งต่อไปก็ปฏิบัติเช่นเดียวกัน หมุนเวียนอยู่เช่นนี้ตลอดไป

ตัดแต่งองุ่นควบคุมการออกผล


จะเห็นว่าจุดสำคัญที่จะทำให้องุ่นออกดอก คือ การพักตัวของต้นและการตัดแต่งกิ่ง ดังนั้น จึงสามารถคำนวณระยะเวลาให้องุ่นออกดอกตอนไหนก็ได้ หรือจะให้ผลแก่ช่วงไหนก็ได้แล้วแต่ความต้องการของผู้ปลูก จึงทำให้มีองุ่นขายในท้องตลาดตลอดทั้งปี ผู้ปลูกองุ่นหลายรายเจาะจงที่จะให้องุ่นของตนแก่และเก็บเกี่ยวผลได้ในช่วงเทศกาลต่างๆ เช่น ปีใหม่ตรุษจีน เป็นต้น ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดต้องการองุ่นมากทำให้ได้ราคาดี แต่ก็มีหลายรายที่พ่อค้าจะเป็นผู้กำหนดว่าสวนใครควรจะตัดแต่งช่วงไหนเพื่อให้พ่อค้าประจำมีองุ่นส่งตลาดได้ทั้งปี จะเห็นว่าการที่สามารถบังคับให้องุ่นออกผลตามที่ต้องการเป็นข้อได้เปรียบในเชิงการค้าประการหนึ่ง ซึ่งการปลูกในเขตเมืองหนาวไม่สามารถทำเช่นนี้ได้

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการปลูกองุ่น

สภาพแวดล้อมในการปลูกองุ่น

องุ่น
องุ่นเป็นผลไม้ที่มีรสชาติอร่อย และมีราคาแพงเป็นที่นิยมรับประทานกันอย่างมาก และเป็นพืชที่สามารถเจริญเติบโตได้ในดินทั่วไปที่มีความอุดมสมบูรณ์เพียงพอ ดินที่เหมาะสำหรับปลูกองุ่นได้ผลดีนั้น มักเป็นดินเหนียวที่มีธาตุอาหารอุดมสมบูรณ์ ซึ่งจะอยู่ตามที่ราบลุ่มแม่น้ำ มีหน้าดินลึกสภาพความเป็นกรด - ด่าง (PH) อยู่ระหว่าง 5.6 - 6.4 และมีน้ำเพียงพอต่อความต้องการขององุ่นได้ แต่ก็ต้องเป็นบริเวณที่น้ำท่วมไม่ถึง เพราะถ้าองุ่นถูกน้ำท่วมขังเพียง 2 วันก็จะตาย และต้องไม่เป็นพื้นที่ที่น้ำทะเลท่วมถึงเพราะจะทำให้ต้นองุ่นได้รับความเสียหายเช่นเดียวกัน


ตามธรรมชาติขององุ่นแล้ว ไม่ใช่พืชเขตร้อน แต่องุ่นก็สามารถเจริญเติบโตจากสภาพอากาศร้อนชื้นอย่างประเทศไทยได้เป็นอย่างดี จึงปลูกได้โดยทั่วไป หากได้รับการตัดแต่งกิ่งการดูแลที่เหมาะสม ก็สามารถออกดอกออกผลได้ดีเช่นเดียวกันกับองุ่นที่ปลูกในเขตหนาว อีกทั้งยังสามารถให้ผลผลิตมากกว่า 1 ครั้งต่อปี และสามารถบังคับให้ผลองุ่นออกดอกออกผลนอกฤดูกาลก็ยังได้ ในขณะที่องุ่นที่ปลูกในเขตหนาวให้ผลผลิตเพียงปีละครั้ง และผลองุ่นจะแก่เฉพาะในช่วงฤดูร้อนเท่านั้น แต่ก็มีข้อควรระวังคือ ในสภาพอากาศที่มีความชื้นสูง ฝนตกชุกจะทำให้เกิดโรคระบาดอย่างรวดเร็วทำให้เกิดความเสียหายแก่ใบ ต้น และผลองุ่นได้มาก จึงต้องเสียค่าใช้จ่ายในการป้องกันกำจัดโรคแมลงมาก ไม่คุ้มกับการลงทุน แต่ถ้าฝนตกในตอนผลองุ่นแก่ก็จะทำให้ผลแตก คุณภาพของผลองุ่นจะไม่ดี ดังนั้นสภาพภูมิอากาศจึงเป็นตัวจำกัดขอบเขตของการปลูกองุ่นโดยทั่วไป เช่น ในประเทศไทยสามารถปลูกองุ่นเพื่อรับประทานผลสดได้ดี โดยเฉพาะองุ่นที่แก่ในฤดูร้อน และฤดูหนาว แต่การที่จะปลูกองุ่นสำหรับทำเหล้าองุ่นหรือหมักทำไวน์ให้มีคุณภาพดีๆ นั้น เรายังสู้องุ่นในแถบยุโรปไม่ได้ ซึ่งสภาพภูมิอากาศจะมีผลต่อคุณภาพของผลผลิตองุ่นค่อนข้างมา แต่สำหรับการเจริญเติบโตจะไม่ค่อยมีผลกระทบเท่าใดนัก นอกจากเขตที่มีอากาศร้อนจัดหรือหนาวจัดเกินไปต้นองุ่นอาจตายได้ จะเห็นว่าเขตปลูกองุ่นของโลกนั้นกว้างมาก สามารถปลูกได้ในพื้นที่สูงตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนถึงระดับความสูง 6,000 ฟุต แต่แหล่งปลูกองุ่นที่มีคุณภาพดีมักอยู่ในระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,000 - 4,000 ฟุต